ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์
มาตรา 861 บัญญัติไว้ว่า "อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน
หรือใช้เงินจำนวนหนึ่ง ให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดั่งได้ระบุไว้ในสัญญา
และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย"
มาตรา 862 ให้ความหมายบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยดังนี้
"ผู้รับประกันภัย" ท่านหมาย ความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน
หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้
"ผู้เอาประกันภัย" ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย
"ผู้รับประโยชน์" ท่านหมายความว่า บุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือรับจำนวนเงินใช้ให้
ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น จะเป็นบุคคลคนหนึ่งคนเดียวกันก็ได้"
มาตรา 863 อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้
ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด"
พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ให้บทความหมายคำว่า
วินาศภัยไว้ว่า "หมายความว่า ความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาที่จะพึงประมาณเป็นเงินได้
และหมายความรวมถึงความสูญเสียในสิทธิ ผลประโยชน์หรือรายได้ด้วย"
ดังนั้น การประกันภัย จึงหมายถึง การเอาเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
แล้วสร้างความเสียหายแก่ผู้มีส่วนได้เสียมาประกันภัยผู้รับรับประกัน
ในระบบประกันภัยของไทยหมายถึงบริษัทประกันวินาศภัย ที่มีส่วนราชการคือกรมการประกันภัยเข้ากำกับดูแลในการรับประกันภัย
การจ่ายสินไหม การขาย เป็นต้น โดยในการประกันผู้มีส่วนได้เสียต้องชำระเงินแก่ผู้รับประกันเรียกว่าเบี้ยประกันภัย
ส่วนผู้รับประกัน
ภัยก็จะเป็นผู้จ่ายหากมีความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมูลค่าที่เอาประกันภัย
การคิดเบี้ยประกันภัยนั้นเป็น มีหลัการที่สลับซับซ้อนต้องใช้ข้อมูลสถิติทางคณิตศาสตร์
เบี้ยที่บริษัทใช้ในการคิดเบี้ยประกันภัยนั้น ถูกคิดโดยบริษัทร่วมกับกรมการประกันภัย
เราในฐานะประชาชนผู้ชำระเบี้ยประกันภัยจึงขอให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า
บริษัทจะคิดเบี้ยประกันภัยด้วยความเป็นธรรม
ส่วนเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นนั้น บริษัทจะชดใช้ โดยกำหนดหลักการชดใช้อย่างไรนั้
ดังนั้น การประกันภัย จึงหมายถึง การเอาเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้วสร้างความเสียหายแก่ผู้มีส่วนได้เสียมาประกันภัยผู้รับรับประกัน
ในระบบประกันภัยของไทยหมายถึงบริษัทประกันวินาศภัย ที่มีส่วนราชการคือกรมการประกันภัยเข้ากำกับดูแลในการรับประกันภัย
การจ่ายสินไหม การขาย เป็นต้น โดยในการประกันผู้มีส่วนได้เสียต้องชำระเงินแก่ผู้รับประกันเรียกว่าเบี้ยประกันภัย
ส่วนผู้รับประกัน
ภัยก็จะเป็นผู้จ่ายหากมีความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมูลค่าที่เอาประกันภัย
การคิดเบี้ยประกันภัยนั้นเป็น มีหลัการที่สลับซับซ้อนต้องใช้ข้อมูลสถิติทางคณิตศาสตร์
เบี้ยที่บริษัทใช้ในการคิดเบี้ยประกันภัยนั้น ถูกคิดโดยบริษัทร่วมกับกรมการประกันภัย
เราในฐานะประชาชนผู้ชำระเบี้ยประกันภัยจึงขอให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า
บริษัทจะคิดเบี้ยประกันภัยด้วยความเป็นธรรม
ส่วนเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นนั้น บริษัทจะชดใช้ โดยกำหนดหลักการชดใช้อย่างไรนั้น
มาตรา877 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติไว้ดังนี้ "ผู้รับประกันภัยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังจะกล่าวต่อไปนี้
คือ (1) เพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง
(2) เพื่อความบุบสลายอันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งได้เอาประกันภัยไว้เพราะได้จัดการตามสม
ควรเพื่อป้องปัดความวินาศภัย
(3) เพื่อบรรดาค่าใช้จ่ายอันสมควร ซึ่งได้เสียไปเพื่อรักษาทรัพย์สินซึ่งเอาประกันภัยไว้นั้น
มิให้วินาศอันจำนวนวินาศจริงนั้น ท่านให้ตีราคา ณ สถานที่และในเวลาซึ่งเหตุวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้น
อนึ่งจำนวนเงินซึ่งได้เอาประกันภัยไว้นั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นหลักประมาณอันถูกต้องในการตีราคาเช่นว่านั้น
ท่านห้ามมิให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยไว้
มาตรา 878 ค่าใช้จ่ายในการตีราคาวินาศภัยนั้น ท่านว่าผู้รับประกันภัยต้องเป็นผู้ออกใช้
สรุปก็คือผู้เอาประกันภัย จะได้ค่าใช้จ่ายดังนี้
- ค่าใช้จ่ายตามมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกินวงเงินเอาประกันภัย
- ค่าใช้จ่ายในการรักษาเพื่อปัดป้องความเสียหาย
- กรณีเป็นความเสียหายในการรักษาพยาบาลจะรวมค่าเสียเวลา
ค่าเสียการงาน
ไปด้วย
- กรณีการรับประกันภัยทรัพย์บางประเภท
มักจะมีข้อโต้แย้งเสมอ โดยเฉพาะการ
ประกันรถยนต์ เช่น การดูว่า สิ่งใดควรซ่อมหรือเปลี่ยน เปลี่ยนอะไหล่แบบใด
ค่าเสียโอกาสในการใช้รถ เหล่านี้ หากท่านมิใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับประกันภัย
ท่านก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีวิธีหรือขั้นตอน ในการดูแลหรือเจรจาอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด
เรามีทีมที่มีประสบการณ์ที่จะดูแล จากทนายความที่มีประสบการณ์ตรงจากบริษัทประกันภัย
|
|
ความสำคัญของกรมธรรม์ประกันภัย |
ตามกฎหมายแล้วการทำสัญญาประกันภัยไม่มีแบบแต่อย่างใด
เพียงแต่คู่สัญญาตกลงด้วยวาจาสัญญาก็เกิดขึ้นแล้ว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยว่าด้วยการประกันภัย
มาตรา 867 วรรคแรก ได้บัญญัติว่า ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด
หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ดังนั้นแม้จะมีการตกลงทำสัญญาประกันภัยกันแล้ว แต่ไม่มีหนังสือลงลายมือชื่อของฝ่ายต้องรับผิด
สัญญาประกันภัยนั้นก็ไม่อาจนำไปฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดังนั้น
มาตรา 867 วรรคสองจึงได้บัญญัติต่อไปว่า "ให้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัย
อันมีเนื้อความต้องตามสัญญานั้นแก่ผู้เอาประกันภัยฉบับหนึ่ง"
พร้อมกับลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัยด้วย
กรมธรรม์ประกันภัยจึงเป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องร้องดำเนินคดีประกันภัย
รวมทั้งเป็นหลักฐานในการเรียกร้องตามสิทธิที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำสัญญาประกันภัยด้วย
ดังนั้นเมื่อท่านทำประกัน ท่านต้องมีหลักฐานการซื้อประกันหรือกรมธรรม์ประกันภัย
ไว้เป็นหลักฐานมิฉะนั้นท่านอาจไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้
เว้นแต่ กรณีของการรับประกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
ท่านจะได้เฉพาะใบเสร็จรับเงินนั้นก็คือหลักฐานในการฟ้องร้องคดีได้เช่นกัน |
แบบกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับรถ
ของประเทศไทยเรานั้นแบ่งได้เป็นสองแบบใหญ่คือ |
1 แบบกรมธรรม์ที่คุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
พ.ศ. 2535
มีความคุ้มครองดังนี้
(1) ค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัย จะได้รับการชดใช้ภายใน 7 วัน
นับแต่เกิดความเสียหายโดยยังไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด โดยแยกเป็นดังนี้
- กรณีบาดเจ็บ
จะได้รับค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการ
รักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
- กรณีเสียชีวิต
จะได้รับการชดใช้ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการ
ศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะการซื้อประกันตั้งแต่ 1 เมษายน
2546 เป็นต้นมา)
- กรณีรักษาพยาบาลแล้วต่อมาตาย
จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตาม
ที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000
บาท (เฉพาะ
การซื้อกรมธรรม์ตั้ง แต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) รวมแล้วจะได้รับค่าเสีย
หายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท
|
(2) ส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้นหรือส่วนของค่าสินไหมทดแทน
ซึ่งคือส่วนผู้กระทำละเมิดจะต้องชดใช้ให้ผู้ผู้ที่ถูกละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
นั้นเอง ซึ่งในส่วนนี้ กรมธรรม์ได้กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันต้องรับผิดในกรณีผู้เอาประกันภัยฝ่ายที่ตนรับประกันไว้เป็นฝ่ายผิด
ให้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมแก่ฝ่ายที่ถูกดังนี้
- กรณีบาดเจ็บ
ให้จ่ายค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษา
พยาบาลตามความเป็นจริงไม่เกิน 50,000 บาท(โดยรวมค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว)
- ในกรณีตาย
สูญเสียอวัยวะสำคัญ หรือทุพพลภาพ จำนวน 100,000 บาท
(เฉพาะการซื้อประกันตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ทั้งนี้รวมค่ารักษา
พยาบาลก่อนตายด้วยแล้ว
การรับผิดส่วนนี้เป็นเพียงส่วนความรับผิดตามเงื่อนไขความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น
หากยังมีค่าสินไหมทดแทนที่มากกว่าก็สามารถเรียกร้องเอากับผู้ก่อให้เกิดความเสียเพิ่มเติมได้
เช่น กรณีถึงแก่ความตาย สามารถเรียกได้
ไม่จำกัดทั้งนี้ให้คำนึงถึง ฐานานุรูปของผู้ตาย ความเสียหายของผู้ขาดอุปการะ
เหล่านี้เป็นต้น
|
2 แบบกรมธรรม์ภาคสมัครใจ
การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปัจจุบันแบ่งเป็นสองประเภทคือ ประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่
กับ ระบุ ชื่อผู้ขับขี่
สาเหตุที่มีการเปลี่ยนประเภทรูปแบบการรับประกันภัยจากเดิมมาเป็นระบุชื่อกับไม่ระบุชื่อผู้ชับขี่
นั้น คงเป็นเพราะผู้รับประกันภัยเห็นว่า ผู้ขับขี่รถเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากที่สุดทั้งนี้
โดยนำอายุ อาชีพ ระยะเวลาในการขับขี่รถ มาคำนวณในการคิดเบี้ยประกันภัยด้วย
แต่ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันภัยประเภทใดก็ตาม ผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดชอบ
ต่อบุคคลภายนอก ทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงการระบุชื่อผู้ขับข ี่ถ้าผู้ที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้ไปขับขี่เข้า
ก็จะทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมกับบริษัทรับผิดในความเสียหายส่วนแรกเท่านั้น
ส่วนความเสียหายส่วนแรกจะบุไว้เป็นจำนวนเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์
นั้น ๆ ที่ระบุไว้
การระบุชื่อผู้ขับขี่นั้น ระบุไว้ได้เพียงสองคนเท่านั้น โดยบริษัทจะใช้ข้อมูลผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นฐานในการคำนวนเบี้ยประกันภัย
และต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้ส่วนบุคคลเท่านั้น ส่วนรถเพื่อการพาณิชย์ รถรับจ้างสาธารณะ
ไม่สามารถทำประกันประเภทระบุชื่อได้ ส่วนที่สามารถทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่
นั้น มีเพียง 3 ประเภทนี้เท่านั้นคือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
ส่วนของความคุ้มครอง แยกเป็น
- ส่วนความคุ้มครองต่อชีวิตร่างกาย
ของบุคคลภายนอก คือในส่วนความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิต ร่างกาย
อนามัยของบุคคลภายนอก ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มิใช่ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว
หรือ บิดา มารดา คู่สมรส หรือลูกจ้างในทางการที่จ้างของผู้ขับขี่นั้น
ทั้งนี้บุคคลภายนอกนี้หมายรวมถึงผู้กำลังขึ้นหรือกำลังจากรถ
รวมทั้งผู้โดยสารในรถนั้นด้วย ในส่วนความเสียหายต่อชีวิตร่างกายบุคคลภายนอกนั้น
จะเป็นความคุ้มครองส่วนที่เกินความคุ้มครองตาม พรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
อย่างไรก็ตามบริษัทจะนำค่าสินไหมส่วนอื่นมาหักจากความรับผิดตามกฎรมธรรม์นี้ไม่ได้
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
เป็นการรับผิดต่อ
ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่ไปกระทำให้เกิดความเสียหาย เว้นแต่ถ้าเป็นทรัพย์สินของ
บุคคลดังต่อไปนี้จะไม่ได้รับความคุ้มครอง คือ ทรัพย์สินของคู่สมรส
บิดา มารดา บุตร
ของผู้ขับขี่ หรือทรัพย์สินของผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ครอบครองหรือเก็บรักษา
|
|
|
 |